วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

รับรู้และรู้สึก

ความรู้สึกจากการทำ Reflection2 
ตอน ขาของฉัน

ความรู้สึกจากผู้รับบท A


     "ตอนที่ได้นั่งวีลแชร์นั้นรู้สึกลำบากมากในการดำเนินชีวิตในทุกๆอย่าง จะไปไหนก็ไม่สะดวกหากไม่มีคนคอยช่วยเหลือ เพราะเนื่องด้วยสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ และยังรู้สึกกับการถูกมองจากบุคคลที่พบเจอในแต่ละที่ๆไป สายตาการมองนั้น เป็นสายตาของความน่าสงสารจากบุคคลที่เห็นเราพิการ บางทีมันก็เป็นจุดๆหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่พิการนั้นเสียกำลังใจได้เพราะผู้ที่พิการไม่ต้องการให้มองว่าเค้าเป็นบุคคลที่น่าสงสารช่วยเหลือตัวเองได้ลำบาก แต่อยากให้มีการยิ้ม และช่วยเหลือพวกเค้ามากกว่า ดีกว่าการยืนมองพวกเค้าอยู่เฉยๆ แล้วพูดว่า"น่าสงสารจัง" คิดว่าเหมือนกันกับกิจกรรมตาบอด เพราะไม่ว่าจะพิการส่วนไหนแล้วเค้าก็คือคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เต็มที่ 100% แต่อาจจะต่างกันที่ความผิดปกติทางร่างกายที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละประเภท ดังนั้น ผู้พิการไม่ว่าจะพิการส่วนไหนก็ตามแต่ ล้วนแต่ใช้ชีวิตในแต่ละวันได้ลำบากกว่าคนปกติทั่วไป"


ความรู้สึกจากผู้รับบท B

           "ความรู้สึกของข้าพเจ้าระหว่างการทำกิจกรรม การนั่งวีลแชร์(ขาพิการ) กับการปิดตา(เป็นผู้พิการทางสายตา) ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าทั้ง 2อย่างมีความเหมือนกันก็คือ ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้ล้วนเป็นผู้พิการทั้งสิ้น แต่มีความแตกต่างกันอยู่ที่คนหนึ่งเป็นผู้มีความบกพร่องทางด้านร่างกายและอีกคนหนึ่งมีความบกพร่องทางสายตา  คือทั้ง 2 เหตุการณ์ทำให้รู้ว่าไม่ว่าจะพิการทางด้านไหนด้านใดด้านหนึ่ง  เราก็จะใช้ชีวิตแบบปกติอย่างคนอื่นไม่ได้  จะไปไหนมาไหน ทำกิจกรรมอะไร  ล้วนลำบากยากเย็น ต้องคอยอาศัยผู้อื่น ทำให้รู้สึกว่าเราควรหันมาใส่ใจและดูแลผู้พิการให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือแม้กระทั่งตัวเราเอง เมื่อเราพบเห็นผู้พิการเราควรให้ความช่วยเหลือเท่าที่เราจะช่วยได้ เพื่อให้ผู้พิการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น"

ความรู้สึกจากผู้รับบท C


   "รู้สึกว่าการที่เราเคลื่อนที่ได้อย่างสะดวกนั้นมันเป็นสิ่งที่โชคดีมาก ไม่ถูกสายตาของคนรอบข้างจ้องมองว่าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ การที่ผู้พิการ(เคลื่อนที่ได้ไม่สะดวก) คนเหล่านั้นเขาต้องเจอกับสภาวะที่กดดันทุกวัน ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งมากๆกับสายตาของสังคมที่มองมา ความรู้สึกที่เหมือนกันกับกิจกรรมตอนตาบอด คือ ไม่ว่าจะทำอะไรต้องมีคนช่วยเหลือไม่มากก็น้อย ต่างกัน คือ การเป็นผู้พิการในแต่ละแบบจะมีความลำบากต่างกันออกไปตามลักษณะความพิการนั้นๆ" 

ความรู้สึกจากผู้รับบท D


   "เปรียบเทียบระหว่างผู้พิการทางขากับผู้พิการทางสายตา คือไม่ต่างกัน เพราะ คนพิการไม่ว่าจะพิการมากขนาดไหน มากจนแม้ขยับร่างกายไม่ได้ทุกส่วน เขาก็ยังเป็นคนมีความรู้สึกนึกคิด มีความต้องการ มีทุกข์ มีสุข เหมือนกับมนุษย์ทั่วๆไป คนพิการที่มีความพิการมากๆ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แม้ในเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ต้องพึ่งญาติพี่น้องหรือคนดูแล ความทุกข์ ความสุขของคนที่อยู่ในสภาพต้องพึ่งคนอื่น คือคนช่วยมักจะคิดและกำหนดเอาเองว่าคนพิการ ต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ความต้องการของคนพิการที่ไม่ตรงกับความคิดของคนดูแลช่วยเหลือก็ไม่ได้รับการตอบสนอง"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น